“แรดขาวใต้” ตั้งท้องจุดประกายความหวัง “แรดขาวหนือ” ที่เหลือแค่ 2 ตัว

สวนสัตว์ในแคลิฟอร์เนียประกาศว่า “แรดขาวใต้” ตั้งท้องด้วยวิธีผสมเทียม ซึ่งเป็นนับเป็นก้าวสำคัญที่จุดประกายความหวังในการฟื้นประชากร “แรดขาวเหนือ” ที่เหลือตัวเมียเพียง 2 บนโลกนี้ หลังจากแรดขาวเหนือตัวผู้เพิ่งตายเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

วิคตอเรีย (Victoria) คือแรดขาวใต้ (southern white rhino) ในสวนสัตว์ซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ที่ได้รับการผสมเทียมเมื่อเดือน มี.ค.2018 ที่ผ่านมา โดยรายงานเอเอฟพีระบุว่า ตัวอ่อนจะใช้เวลาประมาณ 14 เดือน พัฒนาอยู่ในท้อง และคาดว่าแรดน้อยจะได้ลืมตาดูโลกในช่วงฤดูร้อนปี 2019

ทางด้าน เจ้าหน้าที่สถาบันด้านงานวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ซานดิเอโก แถลงว่า การตั้งท้องซึ่งเกิดขึ้นจากการผสมเทียมน้ำเชื้อแรดขาวใต้ตัวผู้นั้นเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อฟื้นคืนพันธุกรรมให้แก่แรดขาวเหนือ ซึ่งเป็นสปีชีส์ย่อยของแรดขาวใต้ และตอนนี้เหลืออยู่โลกเพียง 2 ตัวเท่านั้น แต่โชคไม่ดีที่เป็นตัวเมียทั้งคู่

บาร์บารา ดูร์รันท์ (Barbara Durrant) ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาการสืบพันธุ์ของสถาบันฯ ข่าวการตั้งท้องอาจจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็ยังเร็วไปที่จะสรุปว่าการตั้งท้องนี้จะได้ลูกแรกที่เกิดมาแข็งแรงหรือไม่

ทางสถาบันฯ ระบุด้วยว่าการผสมพันธุ์เทียมแรดในสวนสัตว์นั้นเกิดขึ้นได้ยาก และที่ผ่านมามีลูกแรดเกิดจากกระบวนการนี้เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ซึ่งกว่าจะไปถึงเป้าหมายในการผลิตลูกแรดขาวเหนือนั้น ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน

หนึ่งในการเริ่มต้นที่สำคัญคือการหาลำดับพันธุกรรมของแรดขาวเหนือ เพื่อจำแนกความแตกต่างทางพันธุกรรมออกจากแรดขาวใต้ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดที่สุด ส่วนอีกขั้น คือการแปลงเซลล์จากแรดขาวเหนือ 12 ตัวที่ถูกเก็บรักษาไว้ให้กลายเป็นสต็มเซลล์ที่สามารถพัฒนาไปเป็นสเปิร์มและไข่

ทางสถาบันฯ ระบุว่ายังมีอุปสรรคท้าทายอีกมากที่รออยู่ แต่นักวิจัยก็ยังมองบวกว่าแรดขาวเหนือจะเกิดขึ้นได้จากกระบวนการนี้ภายในอีก 10-15 ปี และยังอาจประยุกต์ใช้งานทำนองเดียวกันนี้ เพื่ออนุรักษ์แรดสปีชีส์อื่นๆ อย่างแรดสุมาตราและแรดชวา

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน มี.คที่ผ่านมา แรดขาวเหนือตัวผู้ตัวสุดท้ายได้ตายลงที่ประเทศเคนยา ทั้งไว้เพียงเพศเมีย 2 ตัว แม้ในธรรมชาติแรดจะมีศัตรูที่เป็นนักล่าอยู่น้อยเนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่ แต่ความเชื่อของมนุษย์ก็ทำให้สัตว์มีนอชนิดนี้ลดจำนวนจนปริ่มจะสูญพันธุ์

จากความต้องการนอแรดเพื่อใช้ในแพทย์แผนจีนและผลิตกริซโบราณในเยเมน กระตุ้นให้เกิดวิกฤตการลักลอบล่าเอานอในช่วงปีทศวรรษ 1970s และ 1980s ซึ่งเป็นช่วงที่ทำให้ประชากรแรด ทั้งในอูกานดา, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง , ซูดาน และชาด หายไปจำนวนมหาศาล และช่วงปลายทศวรรษ 1990s กับต้นๆ ทศวรรษ 2000s ประชากรแรดกลุ่มสุดท้ายในคองโกก็ต้องตายเนื่องจากการสู้รบ 20-30 ตัว กระทั่งเมื่อปี 2008 แรดขวาเหนือได้สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์